แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อมูล IT แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อมูล IT แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568

ยกระดับงานบริการลูกค้าด้วย AI และความเข้าใจแบบมนุษย์


ยกระดับงานบริการลูกค้าด้วย AI และความเข้าใจแบบมนุษย์

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในงานบริการลูกค้าไม่ใช่แค่เรื่องของความทันสมัย แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง


🔍 ทำไมต้องผสาน AI กับความเป็นมนุษย์?

จากคอร์ส Balancing AI and the Human Touch in Customer Service โดย Noah Fleming บน LinkedIn ได้เน้นย้ำว่า AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่ช่วยเสริมพลังให้เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้าน:

  • การตอบคำถามทั่วไปอย่างรวดเร็ว
  • การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับแต่งการบริการ
  • การช่วยให้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลพร้อมในการตัดสินใจ

แต่ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการสื่อสารอย่างจริงใจจากมนุษย์ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับลูกค้า


💡 ประสบการณ์จากการสร้างแชทบอท

ฉันเคยสร้างแชทบอทที่ช่วยดึงข้อมูลจากไฟล์ภายในองค์กร เช่น FAQ หรือข้อมูลสินค้า เพื่อให้ทีมสามารถตอบคำถามลูกค้าได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยลดเวลาทำงานและเพิ่มความแม่นยำได้อย่างชัดเจน

เมื่อมองย้อนกลับไป การเสริมพลังด้วย AI เช่น การวิเคราะห์คำถามซ้ำ ๆ หรือการแนะนำคำตอบอัตโนมัติ จะช่วยให้แชทบอทนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถผสานเข้ากับการบริการลูกค้าได้อย่างลงตัว


🔄 ตัวอย่าง Flow การผสาน AI กับมนุษย์


  1. ลูกค้าเริ่มแชท → แชทบอท AI ตอบคำถามทั่วไป (FAQ, สถานะคำสั่งซื้อ ฯลฯ) 
  2. → หากคำถามซับซ้อน → ส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ 
  3. → เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเบื้องต้นจาก AI (ประวัติลูกค้า, ปัญหาที่แจ้งไว้) 
  4. → เจ้าหน้าที่ให้คำตอบที่มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ 
  5. → ระบบเก็บ feedback เพื่อนำไปปรับปรุง AI ต่อไป

📚 เรียนรู้เพิ่มเติม

หากคุณสนใจแนวคิดนี้และต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในงานบริการลูกค้า พร้อมแนวทางการผสานกับทักษะมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าเรียนคอร์สเต็มได้ที่:

👉 LinkedIn Learning
Balancing AI and the Human Touch in Customer Service
By: Noah Fleming



Read More อ่านบทความอื่นๆ 💼 >> ไปที่หน้ารวมบทความ


#มนุษย์เงินเดือน #พนักงานบริษัท #องค์กร #ชีวิตการทำงาน

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ใช้ AI อย่างปลอดภัย: คู่มือและเช็กลิสต์สำหรับผู้ใช้งานยุคดิจิทัล

ใช้ AI อย่างปลอดภัย: คู่มือและเช็กลิสต์สำหรับคนทำงานออฟฟิศ นักพัฒนา และนักการตลาด


ในยุคที่ AI กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในชีวิตประจำวัน หลายคน รวมไปถึงคนทำงานออฟฟิศ นักพัฒนา และสายการตลาด ใช้ AI เพื่อช่วยคิด ช่วยทำงาน หรือช่วยออกแบบระบบ อย่างไรก็ตาม หากใช้ผิดทาง AI ก็อาจสร้างความเสี่ยงได้เช่นกัน

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า AI ช่วยเราได้ดีในเรื่องไหน และควรระวังอย่างไร พร้อมเช็กลิสต์ตรวจสอบตัวเองก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย


🤖 AI ช่วยอะไรเราได้บ้าง (ใช้ได้อย่างเต็มที่) 

1. การเขียนโค้ดและพัฒนาโปรแกรม

• สร้างโค้ดเบื้องต้นหรือแก้ไขโค้ด

• เสนอแนวทางแก้บั๊ก หรือวิธีใช้ไลบรารีใหม่ ๆ

2. การออกแบบ Flow และระบบอัตโนมัติ (Workflow / Automation)

• ช่วยคิดขั้นตอนการทำงานให้ง่ายขึ้น

• เสนอไอเดียการใช้เครื่องมือ เช่น Microsoft Power Automate หรือ Zapier

3. งานออฟฟิศและการจัดการข้อมูล

• สรุปประชุมเป็นบันทึกสั้น ๆ

• ช่วยจัดรูปแบบเอกสาร ตาราง Excel หรืออีเมล

4. งานการตลาดและการสื่อสาร

• คิดคอนเทนต์สำหรับโซเชียลมีเดีย

• เขียนข้อความโฆษณา คำโปรย หรือเนื้อหา SEO

• วิเคราะห์แนวโน้มของลูกค้าจากข้อมูล


สรุป: ในด้าน “โค้ด งานออฟฟิศ ระบบ และการตลาด” → AI คือผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม ✅


⚠️ AI ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในบางด้าน (ควรระวัง)

1. สุขภาพจิตและร่างกาย

• AI ไม่ใช่แพทย์หรือจิตแพทย์ ไม่มีสิทธิ์วินิจฉัยหรือรักษา

• ข้อมูลที่ได้อาจคลาดเคลื่อน และไม่รับผิดชอบผลลัพธ์

2. การเงินและกฎหมายที่ซับซ้อน

• AI อาจเสนอข้อมูลที่ไม่อัปเดตหรือไม่ตรงกับกฎหมายในประเทศคุณ

• ควรใช้เป็นแนวทางเบื้องต้น แต่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกที

3. การตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิต

• เช่น การรักษาโรคร้ายแรง, การลงทุนจำนวนมาก, หรือการตัดสินใจทางกฎหมาย


สรุป: ถ้าเป็น “เรื่องชีวิต สุขภาพ และกฎหมาย” → AI ช่วยเป็นข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้แทนผู้เชี่ยวชาญ ❌


📋 เช็กลิสต์ “ใช้ AI อย่างปลอดภัย”


ก่อนจะกด Enter เพื่อถาม AI ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า…

• สิ่งที่ฉันถามเป็น เรื่องข้อมูล/งาน หรือเป็น เรื่องชีวิต/สุขภาพ/กฎหมาย?

• คำตอบนี้ฉันสามารถ ตรวจสอบซ้ำ ได้จากแหล่งอื่นไหม?

• ถ้าเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตหรือการเงิน ฉันได้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ หรือยัง?

• ฉันกำลังใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” หรือเผลอใช้แทน “หมอ/ทนาย/ครูจริง ๆ”?

• ฉันพร้อมจะรับผิดชอบการตัดสินใจเอง ไม่โยนให้ AI ตัดสินใจแทนใช่ไหม?


สุดท้ายนี้

AI คือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่สามารถทำให้การทำงาน การพัฒนา และการตลาดของเราง่ายขึ้นมาก แต่การใช้งานอย่างปลอดภัย ต้องอาศัย “ภูมิคุ้มกัน” ของผู้ใช้เองเสมอ

• ใช้ให้ถูกด้าน → AI = พลังเสริม

• ใช้ผิดด้าน → AI อาจกลายเป็นความเสี่ยง


ดังนั้นจงใช้ AI อย่างมีสติ และอย่าลืมว่า มนุษย์จริง ๆ อย่างแพทย์ ทนาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ยังจำเป็นในเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตเราโดยตรง


🔖 คุณสามารถนำเช็กลิสต์นี้ไปใช้เป็น Guideline ส่วนตัว หรือแชร์ให้เพื่อนร่วมงานและผู้อ่านของคุณ เพื่อสร้างการใช้งาน AI ที่ปลอดภัยในสังคมดิจิทัล


Read More อ่านบทความอื่นๆ 💼 >> ไปที่หน้ารวมบทความ

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568

จาก Bard สู่ Gemini: จุดเปลี่ยนแห่งยุคใหม่ของ AI จาก Google



เมื่อโลกเทคโนโลยีก้าวไปอย่างรวดเร็ว การพัฒนา AI ก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ เช่นเดียวกับ Google ที่ในปี 2023 ได้เปิดตัว AI แชตบอตภายใต้ชื่อ “Bard” ซึ่งใช้โมเดลภาษาขั้นสูงจากตระกูล LaMDA (Language Model for Dialogue Applications) Bard ถูกออกแบบมาเพื่อสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ข้อมูล และช่วยผู้ใช้คิดวิเคราะห์ผ่านการพูดคุย

แต่เพียงไม่นาน Google ก็เดินหน้าต่อไปอย่างทะเยอทะยาน ด้วยการพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่ที่ทรงพลังและหลากหลายมากขึ้นในชื่อ “Gemini” ซึ่งเป็นโมเดลที่ Google DeepMind ร่วมพัฒนาขึ้น โดยออกแบบให้สามารถรับข้อมูลได้หลายรูปแบบพร้อมกัน (Multimodal) ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง หรือแม้แต่วิดีโอ

เหตุผลที่ Bard เปลี่ยนชื่อเป็น Gemini


ในต้นปี 2024 Google ได้ตัดสินใจรีแบรนด์ Bard ให้กลายเป็น Gemini อย่างเป็นทางการ เพื่อสื่อสารให้ชัดเจนว่า AI แชตบอตที่ผู้ใช้งานกำลังพูดคุยด้วยนั้น ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Gemini ที่ล้ำสมัยกว่ารุ่นเดิม ไม่ใช่แค่เครื่องมือแชตแบบเก่าอีกต่อไป แต่คือระบบ AI ที่ผสานความสามารถรอบด้านเพื่อเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนชื่อนี้ยังช่วยให้แบรนด์สื่อถึงอนาคตของ AI ที่หลอมรวมความคิดสร้างสรรค์ เข้ากับการประมวลผลขั้นสูง ทั้งยังสะท้อนแนวคิด “Gemini” ที่แปลว่า “คู่แฝด” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเข้าใจทั้งภาษามนุษย์และข้อมูลหลายมิติพร้อมกัน


จากจุดเริ่มต้นสู่การเติบโต


ปี 2021: Google เปิดตัวโมเดล LaMDA

ปี 2023: Bard เปิดตัวเพื่อแข่งขันกับ ChatGPT

ปลายปี 2023: Google เปิดตัวโมเดล Gemini 1

กุมภาพันธ์ 2024: Bard เปลี่ยนชื่อเป็น Gemini อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวแอป Gemini บน Android และ iOS


การเปลี่ยนชื่อจาก Bard เป็น Gemini จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาด แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์เพื่อสะท้อนความสามารถที่เติบโตขึ้นของ AI จาก Google ทั้งในด้านเทคโนโลยี และความตั้งใจที่จะเป็นผู้ช่วยที่ครบเครื่องมากขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานทั่วโลก




วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567

แอป Playground ใน iPad เล่นยังไงไปดูกัน | ใช้ iPad ให้สนุกอย่างโปร

แอป Playground ใน iPad เล่นยังไงไปดูกัน | ใช้ iPad ให้สนุกอย่างโปร




 
Video Link:
https://youtu.be/osFRCGPmxWk
Details:
อย่าลืมกดติดตาม subscribe กดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ช่องของพวกเราด้วยนะคะ https://www.youtube.com/@Maybot23 
💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡💡 
 ฝากติดตาม 

📌รายการ : ทำงานง่ายใช้เทคนิค https://youtube.com/playlist?list=PLFEbJM9m9yjpxiFWNlwGSD58HyBz2sIFx ซึ่งจะทยอยออกมาอีกหลาย EP เลยจ้า 
 
📌รายการ : ใช้ iPad ให้สนุก อย่างโปร https://youtube.com/playlist?list=PLFEbJM9m9yjqKPKvmfoiIEXCX1xn0aJaH ฝากติดตาม Subscribe เป็นกำลังใจกันด้วยน้า 
https://www.youtube.com/@Maybot23 ยังมีข้อมูลดีๆ และเทคนิคดีๆมาแบ่งปันอีกเยอะเลยค่ะ (^_^) "ขอ

พลังแห่งการเรียนรู้จงสถิตอยู่กับทุกคนนะคะ"
Follow us:
https://www.youtube.com/@Maybot23
https://www.facebook.com/maybot23

วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ลบพื้นหลังรูปภาพง่ายๆด้วยแอปนี้|ใช้ iPad ให้สนุกอย่างโปร EP.5

ลบพื้นหลังรูปภาพง่ายๆด้วยแอปนี้|ใช้ iPad ให้สนุกอย่างโปร EP.5 #ipad #ipadair #ตัดต่อภาพ






 
Video Link:
https://youtu.be/7wWzEf_EG5U


Details:
ใช้แอพรูปภาพพื้นฐานของ iPad ได้เลยโดยใช้นิ้วกดค้างไปที่ภาพที่ต้องการตัดหรือลบพื้นหลังออกจากนั้นลากออกมาเล็กน้อยจะเห็นมีปุ่มแชร์ขึ้นอัตโนมัติให้กดที่ปุ่มแชร์จากนั้นคลิกบันทึกรูปภาพเท่านี้ก็จะได้รูปภาพที่ตัด พื้นหลังออกแล้ว



Cr.
https://www.youtube.com/@Maybot23
https://www.facebook.com/maybot23

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

รีวิวเปรียบเทียบข้อดีของ Apple iPad Air 10.9-inch Wi-Fi 5th GEN กับ Samsung Galaxy Tab S8 (Wi-Fi)

 



เปรียบเทียบข้อดีของ 

Apple iPad Air 10.9-inch Wi-Fi 5th GEN กับ Samsung Galaxy Tab S8 (Wi-Fi) 
ตามที่ได้ค้นหาจากเว็บไซต์ต่างๆ นี่คือสเปคและคุณสมบัติของแท็บเล็ตสองรุ่นนี้


Apple iPad Air 10.9-inch Wi-Fi 5th GENSamsung Galaxy Tab S8 (Wi-Fi)
หน้าจอ Liquid Retina ขนาด 10.9 นิ้ว ความละเอียด 2360 x 1640 pixels1หน้าจอ TFT LCD ขนาด 11.0 นิ้ว ความละเอียด 1600 x 2560 pixels2
เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือ Touch ID ติดอยู่ที่ปุ่มด้านบน1เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือ On-screen Fingerprint Scanner2
เชื่อมต่อ USB-C1เชื่อมต่อ USB-C2
เสียงสเตอริโอแบบแนวนอน (4 speakers)1เสียงสเตอริโอแบบแนวนอน (4 speakers)2
เครื่องประมวลผล Apple M1 chip1เครื่องประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm)2
RAM 8GB1RAM 8/12GB2
ROM 64/256GB1ROM 128/256GB2
กล้องหลัง Dual Camera (13MP + 6MP)1กล้องหลัง Dual Camera (13MP + 6MP)2
กล้องหน้า Dual Camera (12MP Ultra Wide + Wide)1กล้องหน้า Dual Camera (12MP Ultra Wide + Wide)2
เทคโนโลยี Center Stage1เทคโนโลยี Center Stage3
Wi-Fi speeds up to 1.2 Gbps1Wi-Fi speeds up to 866 Mbps2
5G cellular14G LTE cellular2
Supports Apple Pencil (2nd generation)1Supports S Pen (included)2
Supports Magic Keyboard and Smart Keyboard Folio1Supports Keyboard Cover and Book Cover Keyboard3
Wireless Samsung DeX3-
Battery 8000 mAh with 45W charging speed2Battery 7538 mAh with 18W charging speed1

จากการเปรียบเทียบข้างต้น เราสามารถเห็นข้อดีของแท็บเล็ตแต่ละรุ่นได้ดังนี้

  • Apple iPad Air 10.9-inch Wi-Fi 5th GEN

    • เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่ปุ่มด้านบนอาจเหมาะกับการใช้งานแบบแนวนอนมากกว่า
    • เครื่องประมวลผล Apple M1 chip อาจมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่า Snapdragon 8 Gen 1
    • Wi-Fi speeds up to 1.2 Gbps และ 5G cellular อาจให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงกว่า
    • Supports Apple Pencil (2nd generation) ที่มีความละเอียดสูงและสามารถเปลี่ยนฟังก์ชันได้ด้วยการแตะคู่
    • Supports Magic Keyboard and Smart Keyboard Folio ที่มีการออกแบบที่สวยงามและสะดวกในการใช้งาน
    • Battery 7538 mAh with 18W charging speed อาจเพียงพอสำหรับการใช้งานประจำวัน
  • Samsung Galaxy Tab S8 (Wi-Fi)

    • หน้าจอ TFT LCD ขนาด 11.0 นิ้ว อาจให้พื้นที่การแสดงผลมากกว่า
    • เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือ On-screen Fingerprint Scanner อาจให้ความสะดวกและปลอดภัยมากกว่า
    • เสียงสเตอริโอแบบแนวนอน (4 speakers) ที่ถูกปรับแต่งโดย AKG อาจให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า
    • RAM 8/12GB และ ROM 128/256GB อาจให้ความจุและความเร็วในการประมวลผลมากกว่า
    • เทคโนโลยี Center Stage ที่สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของผู้พูดได้อัตโนมัติ
    • Supports S Pen (included) ที่ไม่ต้องชาร์จและสามารถใช้ได้หลายฟังก์ชัน
    • Supports Keyboard Cover and Book Cover Keyboard ที่มีการป้องกันกระแทกและรอยขีดข่วน
    • Wireless Samsung DeX ที่สามารถเชื่อมต่อกับหน้าจอขนาดใหญ่ได้อย่างไม่ต้องใช้สาย
    • Battery 8000 mAh with 45W charging speed อาจให้ระยะเวลาการใช้งานและการชาร์จที่ยาวนานกว่า


จากการเปรียบเทียบข้างต้น เราสามารถสรุปได้ว่า Apple iPad Air 10.9-inch Wi-Fi 5th GEN และ Samsung Galaxy Tab S8 (Wi-Fi) มีวิธีการอัพเดทระบบปฏิบัติการที่คล้ายกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานแท็บเล็ตให้ล่าสุด

ส่วนตัวให้คะแนน iPad ในเรื่องระบบปฏิบัติการนะ เพราะสามารถอัพเดทได้ยาวๆ เป็นระบบของผู้ผลิตเอง

แต่อย่างไรก็ดี อยู่ที่ผู้ใช้ด้วยว่าสะดวก หรือถนัดการใช้ iOS หรือว่า Android มากกว่ากัน


หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ

จริงๆ ตอนหาข้อมูลว่าจะซื้อตัวไหนดี คือข้อมูลเยอะกว่านี้มาก แต่กลัวบล้อคนี้จะยาวเกินนน 555+


📌รายการ : ใช้ iPad ให้สนุก อย่างโปร
https://youtube.com/playlist?list=PLFEbJM9m9yjqKPKvmfoiIEXCX1xn0aJaH


Google Assistant ? หรือว่า Siri ดีนะ?



วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อีลอน มัสก์ ประกาศเปลี่ยนโลโก้ Twitter ด้วยเหตุใด!??? Twitter change Logo

อีลอน มัสก์ ประกาศเปลี่ยนโลโก้ Twitter ด้วยเหตุใด!???




 
Video Link:
https://youtu.be/0AhRkiGsoXk


Details:
Twitter จะเปลี่ยนโลโก้ จากนกฟ้าไปเป็น X ซึ่งอักษร X เป็นที่รู้กันว่าคุณอีลอน มัสก์เจ้าของ Twitter และผู้ทรงอิทธิพลในด้านเทคโนโลยี ผูกพันธ์กับตัวอักษรนี้มาก ตั้งแต่เว็บไซต์เริ่มต้นของการทำงาน บริษัท SpaceX หรือแม้แต่ชื่อลูกๆ ก็ยังมีตัวอักษรนี้ ยังไงก็ตามต้องติดตามการประกาศตัวอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม นี้

Cr. X.com #twitter #twitterlogo #elonmusk

Cr.
https://www.youtube.com/@Maybot23
https://www.facebook.com/maybot23

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

Open AI ที่ใช้ได้ฟรีบน #microsoftbing สร้างภาพสุดล้ำแบบในหนัง หรือภาพการ์ตูนก็ได้ #chatgpt #dalle2

Open AI ที่ใช้ได้ฟรีบน #microsoftbing สร้างภาพสุดล้ำแบบในหนัง หรือภาพการ์ตูนก็ได้ #chatgpt #dalle2




Video Clip Link:

ดูเทคนิคการใช้ Bing วาดรูปได้ที่ Link นี้เลย https://youtu.be/gHbkcNjBAHY

Details:

Open AI ที่ใช้ได้ "ฟรี" บน Microsoft Bing สร้างภาพสุดล้ำแบบในหนัง หรือภาพการ์ตูนก็ได้ วิธีเข้า 1. www.bing.com 2. หากเข้าผ่าน Bing Chat ใช้ได้ที่ ข่อง More creative หรือเลือก Create Image 3. ป้อนคำสั่งได้ทั้ง ภาษาไทย และอังกฤษ 4. รอ 4-5 วินาทีเท่านั้นก็ได้ ภาพมาให้เลือก 4 ภาพต่อครั้ง
Credit: 



วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

10 สถานที่เช็คอินสุดฮิตในไทย 2015 ผ่านทาง Facebook Top Ten Thai Most check in place



ทาง  Facebookได้เปิดเผย 10 อันดับสถานที่ ที่เช็คอินยอดนิยมในไทย ปี 2015 ซึ่งผลออกมาอันดับ 1 เป็นห้างใหญ่ใจกลางกรุง สยามพารากอน และยังเป็นอันดับที่ 6 ของโลกอีกด้วยนะ แสดงว่าคนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและใช้อินเตอร์เน็ตกันเยอะมากจริงๆ มิน่าล่ะเราถึงได้เห็นผลการประมูลคลื่นโทรศัพท์ 900 ที่ผ่านมายาวนานกันข้ามวันข้ามคืน แถมเมื่อจบการประมูลแล้วยังมีมูลค่ามากไม่แพ้ชาติในโลกเลยทีเดียว 10 สถานที่เช็คอิน ปี 2015 ผ่านทาง Facebook สุดฮิตในไทย
10 อันดับสถานที่เช็คอินผ่านทาง Facebook มากที่สุดในไทย ปี 2015 
  1. สยามพารากอน ( ติดอันดับ 6 ของโลกด้วย )
  2. วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา
  3. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 
  4. ชายหาดบางแสน
  5. รอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  6. ชายหาดชะอำ
  7. อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี
  8. เมกาบางนา ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์
  9. เซ็นทรัล เวิลด์ ไลฟ์ แอท เซ็นทรัล เวิลด์
  10. เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก >>คลิกดู
ใครยังไม่เคยไปสถานที่ไหนใน 10 ที่นี้ หากมีเวลาว่างลองเดินทางไปชมกันดู ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมเช็คอินมากที่สุดในไทยในช่วงนี้
ข้อมูลจาก Facebook โดยเบ็ทซี่ คาเมรอน นักวิเคราะห์ข้อมูล  และบริททานีย์ ดาร์เวล ผู้เรียบเรียบเรียง
ขอขอบคุณดีดีข้อมูลจาก  www.it24hrs.com 

เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก #AmazingThailand
Posted by Immayyo Travel on 2 ธันวาคม 2015

All time Popular Post