วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568

เปิดบัญชี USD กับกรุงไทยยังไง? มือใหม่เริ่มต้นได้ใน 10 นาที e-FCD special account

EP.2: เปิดบัญชี USD กับกรุงไทยยังไง? มือใหม่เริ่มต้นได้ใน 10 นาที

ถ้าคุณอ่านบทความ EP.1 แล้วกำลังสนใจลงทุนทองผ่าน Gold Wallet ในแอปเป๋าตัง สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณลงทุนได้อย่างคุ้มค่าคือการมี บัญชีเงินฝากสกุล USD ของธนาคารกรุงไทย

ทำไมต้องบัญชี USD? เพราะเงินที่อยู่ในบัญชีนี้ จะได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 2.5% ต่อปี* แม้คุณจะยังไม่ใช้เงินซื้อทองเลยก็ตาม! เหมาะมากสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยาก “รอจังหวะ” ก่อนลงทุน

📌 วิธีเปิดบัญชี USD กับธนาคารกรุงไทย

  1. ดาวน์โหลดแอป Krungthai NEXT และล็อกอินให้เรียบร้อย
  2. ไปที่เมนู บัญชีเงินฝาก → เลือก เปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ
  3. เลือกสกุลเงิน: USD
  4. ตรวจสอบข้อมูลบัญชี → กดยอมรับข้อตกลง → ยืนยัน
  5. ระบบจะสร้างบัญชี เงินฝาก USD ให้คุณภายในไม่กี่นาที

🔗 ข้อควรรู้ก่อนเปิดบัญชี

  • ชื่อบัญชีต้องตรงกับชื่อในบัตรประชาชน
  • การโอนเข้า/ออกอาจมีค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขโปรโมชั่นกับธนาคารอีกครั้ง
  • บัญชีนี้สามารถใช้ร่วมกับ Gold Wallet ในแอปเป๋าตังได้ทันที
💬 บัญชี USD ของกรุงไทย ไม่ใช่แค่ไว้ใช้ซื้อทอง — แต่ยังเก็บเงินสกุลดอลลาร์ได้แบบปลอดภัย และได้รับดอกเบี้ยระหว่างรอจังหวะลงทุน 

📎 ลิงก์และข้อมูลเพิ่มเติม

👉 Gold Wallet & บัญชี USD กรุงไทย (ข้อมูลทางการ)
👉 บัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ กรุงไทย

*อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากข้อมูล ณ เวลาที่เขียนบทความ — อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่นของธนาคาร กรุณาตรวจสอบอีกครั้งก่อนเปิดบัญชี

📚 ย้อนดูทุกตอนในซีรีส์นี้

รวมลิงก์ทุกบทความในชุด “มนุษย์เงินเดือนอยากเริ่มลงทุน” ไว้ที่เดียว

👉 เปิดดูซีรีส์ทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568

ลงทุนทองคำแบบงบน้อย ก็เริ่มได้ง่าย ๆ ผ่านแอปเป๋าตัง Gold Wallet paotang

ดูคู่มือเต็มๆ 👉การซื้อขายทอง

ลงทุนทองคำแบบงบน้อย ก็เริ่มได้ง่าย ๆ ผ่านแอปเป๋าตัง

สำหรับใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนและสนใจลงทุนทองคำ แต่ยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ — คุณสามารถเริ่มต้นได้จริง โดยไม่ต้องรอให้พร้อม 100% ด้วยการใช้บริการ Gold Wallet ผ่านแอป เป๋าตัง ที่เชื่อมต่อกับร้านทองที่เชื่อถือได้ และสามารถใช้บัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (USD) ของ ธนาคารกรุงไทย ได้อีกด้วย

💛 ข้อดีของการลงทุนผ่าน Gold Wallet

  • เริ่มซื้อขายทองคำออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องถือทองจริง
  • อ้างอิงราคาตลาดโลกแบบเรียลไทม์
  • สามารถซื้อสะสมทีละน้อยตามงบที่มี
  • ปลอดภัย เชื่อถือได้ เพราะเชื่อมตรงกับร้านทองในระบบที่ได้รับการรับรอง

💰 ใช้บัญชี USD ของกรุงไทย ดอกเบี้ยสูงถึง 2.5% ต่อปี

สำหรับคนที่ยังไม่อยากซื้อทองทันที สามารถถือเงินไว้ในบัญชี เงินฝากสกุล USD ของธนาคารกรุงไทยเงินฝากสกุล USD ของธนาคารกรุงไทย เพื่อรอโอกาสการลงทุน โดยบัญชีนี้ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2.5% ต่อปี*

กล่าวคือ… แม้คุณจะยังไม่ซื้อทองในวันนี้ เงินที่ถืออยู่ก็สามารถ “งอก” ได้ทุกวันจากดอกเบี้ย

💬 ผู้เขียนก็ลงทุนด้วยวิธีนี้เช่นกัน — ถือเงิน USD รอจังหวะที่ราคาทองเหมาะ แล้วค่อยซื้อผ่าน Gold Wallet
สะดวก ใช้งานง่าย และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นใด ๆ

*อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากข้อมูล ณ เวลาที่เขียนบทความ — โปรดตรวจสอบกับธนาคารกรุงไทยอีกครั้งเพื่อความถูกต้องล่าสุด
👉 ข้อมูลเพิ่มเติม: Gold Wallet บนแอปเป๋าตัง — ธนาคารกรุงไทย

📚 ดูทุกตอนในซีรีส์นี้

รวมลิงก์ทุกบทความในชุด “มนุษย์เงินเดือนอยากเริ่มลงทุน” ไว้ที่เดียว

👉 เปิดดูซีรีส์ทั้งหมด

เข้าใจ EQ: ทักษะเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนการทำงานให้มีความหมายมากขึ้น


ในช่วงหลายปีที่ทำงานด้านบริการลูกค้า ฉันได้เรียนรู้ว่า “ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์” ไม่ใช่แค่เรื่องของความใจดีหรือการพูดสุภาพ แต่มันคือทักษะที่เรียกว่า ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence หรือ EQ) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานอย่างลึกซึ้งกว่าที่คิด 🧠 

💡EQ คืออะไร? 

EQ คือความสามารถในการ: 

  • เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง 
  • ควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ 
  • เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น 
  • สื่อสารอย่างมีความเห็นอกเห็นใจ 
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมและกับลูกค้า 


📌 ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง มีครั้งหนึ่งที่ลูกค้ารายหนึ่งโทรเข้ามาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เพราะสินค้ามาถึงช้า แทนที่จะตอบกลับด้วยความเครียด ฉันเลือกที่จะ “ฟัง” อย่างตั้งใจ และพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบว่า 


“ขอโทษจริง ๆ ค่ะที่คุณต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ 

เดี๋ยวฉันจะช่วยตรวจสอบให้ทันทีนะคะ” 


ผลลัพธ์คือ ลูกค้าคลายความกังวลลง และสุดท้ายก็ขอบคุณที่ฉันดูแลอย่างใส่ใจ ตอนนั้นเองที่ฉันรู้ว่า EQ ไม่ใช่แค่เรื่องของการพูดดี แต่คือการ “เข้าใจ” และ “ตอบสนอง” อย่างเหมาะสม 


🤝 EQ กับทีมงาน 

EQ ยังช่วยให้ฉันเข้าใจทีมงานมากขึ้น บางครั้งเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเงียบผิดปกติ ฉันจะถามเบา ๆ ว่า “โอเคไหมคะวันนี้?” คำถามง่าย ๆ แบบนี้ช่วยให้เขารู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว และเราพร้อมสนับสนุนกัน 


🌱 สรุปจากใจ 

EQ ไม่ใช่ทักษะที่เรียนรู้ได้ในวันเดียว แต่มันเติบโตจากการสังเกต ฟัง และใส่ใจ และเมื่อเราเริ่มเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น การทำงานก็จะไม่ใช่แค่ “งาน” แต่เป็นพื้นที่ที่เราสร้างความหมายและความสัมพันธ์ที่ดีได้ทุกวัน 


Read More อ่านบทความอื่นๆ 💼 >> ไปที่หน้ารวมบทความ



วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568

เมื่อฉันได้เรียนรู้เรื่อง “Decision-Making Strategies” จาก LinkedIn Learning

Stakeholders in Decisions” และ “Accepting Ambiguity” จาก LinkedIn Learning

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน (ไหว้รอบวง) วันนี้ขอฉีกจากงานเขียนอื่นๆที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ฉีกจากชีวิตประจำวันของฉันสักเท่าไหร่ก็คือการทำงานประจำเพื่อเลี้ยงชีพนั่นเอง และในทุกๆเดือนฉันก็จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อ Reskill upskill อยู่เสมอ และในวันนี้ก็เป็นโอกาสดี อยากจะมาแชร์ประสบการณ์หลังจากที่ได้เรียนคอร์สใน LinkedIn Learning เกี่ยวกับหัวข้อ “Involving Stakeholders in Decisions” และอีกหัวข้อที่น่าสนใจมากคือ “Accepting Ambiguity” ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ กลยุทธ์การตัดสินใจ (Decision-Making Strategies) โดยตรง และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการทำงานของเรา


🎯 Involving Stakeholders: การตัดสินใจที่ไม่ควรทำคนเดียว

สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การตัดสินใจที่ดีไม่ใช่แค่ “เร็ว” หรือ “เด็ดขาด” แต่ต้อง มีมุมมองรอบด้าน และ ได้รับการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งการมีส่วนร่วมของ stakeholder ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เรา:

  • มองเห็น ความเสี่ยงและโอกาส ได้เร็วขึ้น
  • ได้รับ การสนับสนุน จากคนที่เกี่ยวข้อง
  • ลดปัญหา “ทำเสร็จแล้วโดนแก้ใหม่หมด” เพราะไม่ได้เข้าใจตรงกันตั้งแต่แรก

หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยได้มากคือ RACI Matrix ที่ช่วยกำหนดบทบาทของแต่ละคนในกระบวนการตัดสินใจ เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบ (R), ใครต้องรับผิดชอบสูงสุด (A), ใครให้คำปรึกษา (C), และใครควรรับรู้ (I)

ตัวอย่าง RACI Matrix: โครงการพัฒนาเว็บไซต์องค์กร 

🔍 คำอธิบายตัวย่อ RACI:

  • R (Responsible) – ผู้ที่ลงมือทำงานจริง
  • A (Accountable) – ผู้ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดในงานนั้น (มีเพียงคนเดียว)
  • C (Consulted) – ผู้ที่ให้คำปรึกษาหรือข้อมูล (มีการสื่อสารสองทาง)
  • I (Informed) – ผู้ที่ต้องรับรู้ความคืบหน้า (สื่อสารทางเดียว)

✅ วิธีนำไปใช้:

  1. เริ่มจากลิสต์กิจกรรมหลักของโครงการ
  2. ระบุบทบาทของแต่ละคนในแต่ละกิจกรรม
  3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแต่ละกิจกรรมมีผู้รับผิดชอบ (R) และผู้รับผิดชอบสูงสุด (A) อย่างชัดเจน
  4. ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและติดตามความรับผิดชอบ


🌫️ Accepting Ambiguity: เมื่อความไม่แน่นอนคือเรื่องปกติ

อีกหัวข้อที่น่าสนใจมากคือเรื่อง “Accepting Ambiguity” หรือการยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งในคอร์สได้แบ่งระดับของความไม่แน่นอนออกเป็น 4 แบบ:

  1. Highly Predictable – เรารู้แน่ชัดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่น งานที่เคยทำซ้ำ ๆ
  2. Distinct Possibilities – มีทางเลือกไม่กี่ทางที่อาจเกิดขึ้น เช่น การวางแผนสำรอง
  3. Spectrum of Outcomes – มีหลายทางที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังพอประเมินได้
  4. Complete Unpredictability – ไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้เลย เช่น การเปลี่ยนแปลงของตลาด

สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การเข้าใจระดับของความไม่แน่นอน จะช่วยให้เราวางแผนและตัดสินใจได้ดีขึ้น เช่น ถ้าอยู่ในระดับ 3–4 เราอาจต้องใช้วิธี “ทดลอง–เรียนรู้–ปรับตัว” แทนที่จะวางแผนแบบตายตัว


💡 สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้

  • การตัดสินใจที่ดีต้องมี การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง
  • ต้องรู้จัก ยอมรับความไม่แน่นอน และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับสถานการณ์
  • เครื่องมืออย่าง RACI Matrix และการประเมินระดับของ ambiguity ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครที่กำลังทำโปรเจกต์ใหม่ หรือรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีความไม่แน่นอนสูง ลองนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่า “การตัดสินใจที่ดี” ไม่ได้อยู่ที่ใครเก่งที่สุด แต่อยู่ที่ใคร ฟังให้ครบ คิดให้รอบ และยืดหยุ่นได้มากที่สุด 


สองหัวข้อที่กล่าวถึงในบทความนี้ — Involving Stakeholders in Decisions และ Accepting Ambiguity — เป็นส่วนหนึ่งของคอร์สเต็มชื่อ “Decision-Making Strategies”
ผู้บรรยายคือ Mike Figliuolo, Founder and Managing Director ของ thoughtLEADERS, LLC

ไปตามเรียนรู้กันได้😊😊


อ่านบทความอื่นๆ แวะมาหาได้ที่ 💼 >> ไปที่หน้ารวมบทความ

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ใช้ AI อย่างปลอดภัย: คู่มือและเช็กลิสต์สำหรับผู้ใช้งานยุคดิจิทัล

ใช้ AI อย่างปลอดภัย: คู่มือและเช็กลิสต์สำหรับคนทำงานออฟฟิศ นักพัฒนา และนักการตลาด


ในยุคที่ AI กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในชีวิตประจำวัน หลายคน รวมไปถึงคนทำงานออฟฟิศ นักพัฒนา และสายการตลาด ใช้ AI เพื่อช่วยคิด ช่วยทำงาน หรือช่วยออกแบบระบบ อย่างไรก็ตาม หากใช้ผิดทาง AI ก็อาจสร้างความเสี่ยงได้เช่นกัน

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า AI ช่วยเราได้ดีในเรื่องไหน และควรระวังอย่างไร พร้อมเช็กลิสต์ตรวจสอบตัวเองก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย


🤖 AI ช่วยอะไรเราได้บ้าง (ใช้ได้อย่างเต็มที่) 

1. การเขียนโค้ดและพัฒนาโปรแกรม

สร้างโค้ดเบื้องต้นหรือแก้ไขโค้ด

เสนอแนวทางแก้บั๊ก หรือวิธีใช้ไลบรารีใหม่ ๆ

2. การออกแบบ Flow และระบบอัตโนมัติ (Workflow / Automation)

ช่วยคิดขั้นตอนการทำงานให้ง่ายขึ้น

เสนอไอเดียการใช้เครื่องมือ เช่น Microsoft Power Automate หรือ Zapier

3. งานออฟฟิศและการจัดการข้อมูล

สรุปประชุมเป็นบันทึกสั้น ๆ

ช่วยจัดรูปแบบเอกสาร ตาราง Excel หรืออีเมล

4. งานการตลาดและการสื่อสาร

คิดคอนเทนต์สำหรับโซเชียลมีเดีย

เขียนข้อความโฆษณา คำโปรย หรือเนื้อหา SEO

วิเคราะห์แนวโน้มของลูกค้าจากข้อมูล


สรุป: ในด้าน “โค้ด งานออฟฟิศ ระบบ และการตลาด” → AI คือผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม ✅


⚠️ AI ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในบางด้าน (ควรระวัง)

1. สุขภาพจิตและร่างกาย

AI ไม่ใช่แพทย์หรือจิตแพทย์ ไม่มีสิทธิ์วินิจฉัยหรือรักษา

ข้อมูลที่ได้อาจคลาดเคลื่อน และไม่รับผิดชอบผลลัพธ์

2. การเงินและกฎหมายที่ซับซ้อน

AI อาจเสนอข้อมูลที่ไม่อัปเดตหรือไม่ตรงกับกฎหมายในประเทศคุณ

ควรใช้เป็นแนวทางเบื้องต้น แต่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกที

3. การตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิต

เช่น การรักษาโรคร้ายแรง, การลงทุนจำนวนมาก, หรือการตัดสินใจทางกฎหมาย


สรุป: ถ้าเป็น “เรื่องชีวิต สุขภาพ และกฎหมาย” → AI ช่วยเป็นข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้แทนผู้เชี่ยวชาญ ❌


📋 เช็กลิสต์ “ใช้ AI อย่างปลอดภัย”


ก่อนจะกด Enter เพื่อถาม AI ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า…

สิ่งที่ฉันถามเป็น เรื่องข้อมูล/งาน หรือเป็น เรื่องชีวิต/สุขภาพ/กฎหมาย?

คำตอบนี้ฉันสามารถ ตรวจสอบซ้ำ ได้จากแหล่งอื่นไหม?

ถ้าเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตหรือการเงิน ฉันได้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ หรือยัง?

ฉันกำลังใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” หรือเผลอใช้แทน “หมอ/ทนาย/ครูจริง ๆ”?

ฉันพร้อมจะรับผิดชอบการตัดสินใจเอง ไม่โยนให้ AI ตัดสินใจแทนใช่ไหม?


สุดท้ายนี้

AI คือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่สามารถทำให้การทำงาน การพัฒนา และการตลาดของเราง่ายขึ้นมาก แต่การใช้งานอย่างปลอดภัย ต้องอาศัย “ภูมิคุ้มกัน” ของผู้ใช้เองเสมอ

ใช้ให้ถูกด้าน → AI = พลังเสริม

ใช้ผิดด้าน → AI อาจกลายเป็นความเสี่ยง


ดังนั้นจงใช้ AI อย่างมีสติ และอย่าลืมว่า มนุษย์จริง ๆ อย่างแพทย์ ทนาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ยังจำเป็นในเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตเราโดยตรง


🔖 คุณสามารถนำเช็กลิสต์นี้ไปใช้เป็น Guideline ส่วนตัว หรือแชร์ให้เพื่อนร่วมงานและผู้อ่านของคุณ เพื่อสร้างการใช้งาน AI ที่ปลอดภัยในสังคมดิจิทัล


Read More อ่านบทความอื่นๆ 💼 >> ไปที่หน้ารวมบทความ

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ถ้าระบบโปร่งใส ตรวจสอบงบจัดซื้อจัดจ้างได้… เก้าอี้จะแพงไปไหม? ตึกจะถล่มได้หรือเปล่า?

ในบทความก่อนหน้า ฉันได้พูดถึงสิ่งที่พลเมืองธรรมดาคนหนึ่งต้องการจากรัฐ — ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยี

และในบทความนี้ ฉันอยากชวนให้เห็นว่า ที่อื่นนั้น เขาทำกันอย่างไร และทำไมมันถึง “ช่วยได้จริง”

อังกฤษใช้ AI ตรวจสอบงบจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร?

สำนักงานกำกับการแข่งขันของอังกฤษ (CMA) ได้ทดลองใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจสอบ “กระบวนการเสนอราคา” และ “ราคาวัสดุ” ที่หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อ

ระบบสามารถ เปรียบเทียบราคาที่บริษัทเสนอ กับราคาตลาดจริง ได้ทันที

หากมีการเสนอราคาสูงผิดปกติ เช่น เก้าอี้ตัวละ 10,000 บาท ในขณะที่ตลาดขาย 1,200 บาท — ระบบจะแจ้งเตือนทันที

ระบบยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของบริษัทที่เสนอราคา ว่ามีรูปแบบที่น่าสงสัยหรือไม่ เช่น สลับกันชนะ, ยิงราคาสูงทุกเจ้า ฯลฯ

“เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วย “ทำให้คนตรวจสอบได้เร็วกว่าเดิมมาก”


ถ้ามองกลับมาที่ไทย: จะช่วยได้แค่ไหน?

ประเทศไทยมีข่าว “ของจัดซื้อแพงผิดปกติ” แทบทุกปี เช่น:

เก้าอี้สำนักงานตัวละหลายหมื่นบาท (ทั้งที่หน้าตาธรรมดามาก)

คอมพิวเตอร์โรงเรียนแพงกว่าท้องตลาดหลายเท่า

อาคาร สตง. หลังใหม่ที่ถล่มลงมา ในขณะก่อสร้าง ซึ่งงบสร้างระดับพันล้าน! — แต่กลับพบว่า อาจใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน

คำถามง่าย ๆ คือ…

ถ้ามีระบบอัตโนมัติที่ตรวจสอบราคา + ตรวจจับความเสี่ยงตั้งแต่ต้น จะเกิดเหตุแบบนี้ไหม?


ถ้าไทยมีระบบแบบอังกฤษ จะเป็นอย่างไร?



ประชาชนไทยต้องการแค่สิ่งง่าย ๆ:

ไม่ต้องเป็นระบบสุดล้ำไฮโซไฮซ้อ แค่…

ราคาสมเหตุสมผล

วัสดุได้คุณภาพ

ไม่มีใครแอบได้ประโยชน์จากภาษีคนอื่น

ถ้ามีปัญหา ต้องตรวจสอบได้จริง


หากเรามีระบบที่ตรวจสอบได้อัตโนมัติ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ซื้อของ — ไม่ใช่รอจนปัญหาเกิดแล้วค่อยตั้งกรรมการสอบ… เราจะไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบตึกถล่มที่ไม่มีใครรับผิดชอบ หรือของราคาเว่อร์ที่ไม่มีใคร เอ๊ะ!?


จากใจพลเมืองคนหนึ่งเลยนะ

ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT หรือก่อสร้าง

แต่ฉันเสียภาษีเหมือนทุกคน และฉันแค่อยากรู้ว่า

“เก้าอี้ตัวนี้แพงไปไหม?”

“ตึกนี้ใช้เหล็กแบบไหน?”


ถ้าคำถามง่าย ๆ แบบนี้ ยังไม่มีคำตอบ…

ถึงเวลาแล้วไหมที่ เทคโนโลยีต้องเข้ามาเป็นด่านหน้า เพื่อให้ความโปร่งใสและยุติธรรมเกิดขึ้นได้จริง


อ้างอิง:  CMA unveils AI-powered tool to combat bid rigging in public procurement (DLA Piper)


Read More อ่านต่อ 💼 >> ไปที่หน้ารวมบทความ


#เสียงของพลเมือง #ภาษีของเรา #โปร่งใสตรวจสอบได้  

#งบประมาณรัฐ #สิทธิของประชาชน #การศึกษาไทย  

#อาหารกลางวันเด็ก #ระบบราชการไทย #ตรวจสอบงบประมาณ  

#ภาษีคือเงินของเรา #ประชาชนอยากรู้ #เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส  

#รัฐต้องเปลี่ยน #การจัดซื้อจัดจ้าง 



All time Popular Post